พะเยา – ชาวเชียงคำโวย หลังร้องเรียนโรงงานมะม่วงที่ส่งกลิ่นหมิ่นมา 5 ปีแต่ไร้หน่วยงานที่รับผิดชอบเหลียวแล

  ชาวเชียงคำโวย หลังร้องเรียนโรงงานมะม่วงที่ส่งกลิ่นเหม็นมา 5 ปี แต่ไร้หน่วยงานไหนเหลียวแล 


เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2562 เวลา 13.00 น.สำนักงานอุตสาหกรรม จ.พะเยา , ศูนย์วิจัยและเตือนภัยมลพิษโรงงานภาคเหนือ กรมโรงงานอุตสาหกรรม จ.เชียงใหม่ ตัวแทนจาก อบต.เชียงบานพร้อมด้วยตัวแทนชาวบ้าน และสื่อมวลชน ร่วมกันเข้ามาพูดคุยและตรวจสอบ

ภายใน บริษัท เจ.เค. ชนาธาร จำกัด เลขที่ 95 หมู่ 11 ต.เชียงบาน อ.เชียงคำ จ.พะเยา
เพื่อพูดคุยหารือถึงความก้าวหน้ากรณีการกำจัดกลิ่นเหม็นที่ส่งผลกระทบกับชาวบ้าน จนก่อนหน้านี้ชาวบ้านหลายหมู่บ้าน กว่า 200คน ในอำเภอเชียงคำ ได้บุกมาตั้งเต้นท์ประท้วงเรียกร้องให้ปิดโรงงานจนเกือบเกิดเหตุปะทะ จนเป็นข่าวโด่งดังมาแล้วนั้น

ภายหลังเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและเตือนภัยมลพิษโรงงานภาคเหนือกรมโรงงานอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่นำเครื่องมือทางเทคนิคมาตรวจวัดค่ามลพิษต่างๆทาง บริษัท เจ.เค.ธนธารจำกัด จึงได้ประสานให้ตัวแทนชาวบ้านเข้ามาร่วมสังเกตการณ์ในการจัดการของกลิ่นเหม็นที่ส่งผลกระทบจนชาวบ้านต้องออกมาเรียกร้องเป็นระยะเวลายาวนานถึง 5 ปี ทั้งร้องเรียน ทั้งรวมตัวประท้วง แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการกับโรงงานม่วงนี้ได้ หน่วยงานไหนมาก็เงียบหายไป

จนล่าสุดมีคำสั่งลับจากผู้มีอำนาจในอำเภอบางคน ออกคำสั่งให้ผู้นำชาวบ้านและแกนนำ ให้หยุดการเคลื่อนไหว หยุดการร้องเรียน จนทำให้แกนนำชาวบ้านลดจำนวนไปจำนวนมาก

โดยในครั้งนี้มี นางอมรรัตน์ ตาวงศ์ ผู้จัดการ บริษัท เจ.เค.ชนาธาร จำกัด เป็นผู้พาตรวจดูการทำงานของเจ้าหน้าที่และการแก้ไขปัญหาต่างๆที่เป็นเหตุให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน โดยมีการพาตัวแทนของชาวบ้าน เข้ามาดูระบบบำบัดแก๊ส ในโดมที่มีการเผา และจะมีการเก็บตัวอย่างของแก๊สและฝุ่นละอองจากปลายปล่องที่ปล่อยควันออกไป เพื่อไปตรวจหาค่ามลพิษว่าเกินค่ามาตรฐานหรือไม่ โดยผู้จัดการ ของบริษัท เจ.เค. ชนาธาร จำกัด ได้กล่าวต่ออีกว่า วิธีการบำบัดของน้ำที่เกิดจากบ่อหมักก็จะมีการนำมาเติมอากาศในแทงค์ปิดและก็นำมาปล่อยลงบ่อเพื่อเติมอากาศและบำบัดต่อด้วยการเติมอากาศในบ่อที่ 1 และบ่อที่ 2

ซึ่งทางบริษัทได้เตรียมบ่อบำบัดไว้จำนวน 5 บ่อวิธีการบำบัดของน้ำที่เกิดจากบ่อหมัก ทางบริษัทมีการปรับเปลี่ยนแก้ปัญหาในอนาคตแบบยั่งยืนโดยบริษัทจะมีการปรับเปลี่ยนระบบการใช้น้ำของโรงงานเพื่อลดปริมาณการใช้น้ำโดยการปรับเปลี่ยนในกระบวนการที่ทำความสะอาดของโรงงานจากการใช้น้ำฉีดล้างก็จะเปลี่ยนมาเป็นใช้คนเช็ดถูทำความสะอาดเพื่อลดการใช้น้ำให้มากที่สุดแล้วก็จะมีการแยกประเภทของน้ำเสียที่จะเข้าระบบโดยจะทำให้มีน้ำเสียที่ทิ้งให้น้อยที่สุดเพื่อที่จะทำให้ระบบบำบัดน้ำเสียของทางโรงงานรองรับได้โดยที่ไม่เกิดปัญหากับชุมชนต่อไป

โดยบริษัทจะวิเคราะห์ในระบบการบำบัดน้ำใหม่ว่าจะควบคุมการใช้น้ำได้จริงอย่างที่ตั้งเป้าหมายของโรงงานได้กำหนดไว้จริงหรือเปล่าซึ่งทางโรงงานได้วางแผนไว้แล้วซึ่งตอนนี้ทางโรงงานให้ความสำคัญและการเร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ให้ไวที่สุด

 

ด้านนางสายฝน อินต๊ะแสน หนึ่งในตัวแทนของชาวบ้านผู้ที่เดือดร้อนได้กล่าวว่า คือส่วนตัวมีความกังวลในเรื่องของระบบการจัดการในการบำบัดน้ำเสียและท่อแก๊สที่เกิดขึ้นคือกังวลว่าหลายๆอย่างประสิทธิภาพมันยังไม่ได้แสดงผลยังคงมีกลิ่น ออกมา ถ้าในกรณีที่ว่าอายุการใช้งานของพลาสติกที่ใช้คุมบ่อแก๊สที่ใช้ใช้มากี่ปี แล้วมันมีการสเปรย์น้ำเพื่อรักษาความเหนียวหรืออะไรก็แล้วแต่ และถ้าสมมุติว่าในกรณีที่เกิดเหตุมีพายุเข้ามาพัดสิ่งของ หรืออะไรก็แล้วแต่ปลิวลงมาในบ่อแก๊ส ไฝหรืออาจเป็นเสาไฟฟ้าที่อยู่ข้างบ่อแก๊ส เกิดล้ม แล้วพลาดไปตกที่บ่อแก๊ส ซึ่งแก๊สปริมาณเยอะๆที่อยู่ในบ่อนี้จะทำให้ชาวบ้านในระแวงใกล้เคียงได้รับอันตรายหรือไม่

ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้มันก็สามารถเกิดขึ้นได้ ถามว่าวันนี้ขั้นตอนระบบมีประสิทธิภาพหรือไม่ ณ วันนี้ยังมีกลิ่นออกมาสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านอยู่ ซึ่งแบบนี้การตัดการของระบบบำบัดมันล้มเหลวแล้วผู้เชี่ยวชาญด้านไหนที่เข้ามาช่วยดูแลบ้าง เพราะเท่าที่คุยกันก่อนหน้านี้ ยังไม่มีผู้เชี่ยวชาญในการควบคุมระบบบำบัดมาดูแลเลย
ประเด็นมันอยู่ที่ว่าถ้าในกรณีที่ว่าโรงงานผลิตระบบบำบัดไม่ให้มีกลิ่นออกรบกวนชาวบ้านโรงงานอยู่กับชุมชนได้ แต่นี่ชาวบ้านก็ต้องทุกข์ทนมาเป็นเวลานานถึง5 ปีก็ไม่มีใครเข้ามาดู จนชาวบ้านต้องออกมาเรียกร้องผ่านสื่อ แต่เรื่องราวก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะช่วยชาวบ้านได้ จึงอยากจะฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานราชการต่างๆ ที่วันนี้ทำเหมือนทองไม่รู้ร้อนได้ออกมาช่วยชาวบ้านกันสักทีเพื่อที่ชาวบ้านจะได้ไม่ต้องทนสูดดมกลิ่นเหม็นอีกต่อไป

ด้าน นางวราพร อินต๊ะแสน หนึ่งในแกนนำชาวบ้านที่เดือดร้อน กล่าวว่า วันนี้เรามาก็เพราะว่าเราเดือดร้อน ที่กลิ่นเหม็นมากับลม เป็นปัญหาที่สะสมกันมาเป็นเวลา5ปี ซึ๋งชาวบ้านในพื้นรู้สึกหมดควาหวังที่จะได้อากาศดีๆคืนมา เพราะโรงงานมีการปรับปรุงแก้ไขแบบนี้มาตลอด แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหากลิ่นเหม็นนี้ได้ทำให้กลิ่นรบกวนชาวบ้านมาตลอด ชาวบ้านมีการประท้วง ให้หยุดปรับปรุงถึง2 ครั้ง

ซึ่งครั้งล่าสุดก็เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2562 ซึ่งครั้งนั้นเกือบมีการปะทะ จนอุตสาหกรรม จ.พะเยา สั่งให้หยุดในการประกอบกิจการมะม่วงอบ แต่ก็ยังสามารถประกอบกิจการในเรื่องลำใยอบได้ แต่ว่าการหยุดกิจการอบมะม่วง ไม่ได้ทำให้กลิ่นเหม็นหายไป ซึ่งอุตสาหกรรม จ.พะเยา ก็มีคำสั่งให้แก้ไขปรับปรุง แต่ว่ากลิ่นเหม็นก็ยังมีอยู่ตลอดเวลา มีทุกวันขึ้นอยู่ที่ว่าลมจะพาไปในทางไหน ถ้าเกิดว่าลมพัดไปทางไหน ทั้งหมู่บ้านนั้นๆก็จะมีกลิ่นเหม็นทั้งหมู่บ้าน

โดยชาวบ้านตั้งคำถามว่า ทำไมโรงงานถึงไม่มีความรับผิดชอบทำไมถึงปล่อยให้ชาวบ้านได้ทนสูดดมกลื่นเหม็นอยู่แบบนี้ และอยากให้ทางโรงงานแสดงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาจากคำสั่งของอุตสาหกรรม จ.พะเยา เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2562 ซึ่งจะมีการเผาแก๊สซึ่งมลพิษในการอาจตะส่งผลกระทบกับชาวบ้านในหลายๆหมู่บ้านของชาวอำเภอเชียงคำ หรือไม่ใครจะออกมาการันตีและรับผิดชอบหากเกิดผลกระทบในระยะยาว เพื่อสุขภาพที่ดีและเพื่อขอคืนอากาศที่ดีของชาวอำเภอเชียงคำกลับคืนมา

ขอขอบคุณเครดิตภาพข่าว

ปัญญา เพชรแก้ว/พะเยา รายงาน