รายงานพิเศษ… การให้ทาน การรักษาศีล การเจริญภาวนา คือแก่นแท้ที่สำคัญยิ่งของพระพุทธศาสนา ( ชมคลิปข่าว )

แชร์ไปยัง

รายงานพิเศษ…

การให้ทาน การรักษาศีล การเจริญภาวนา คือแก่นแท้ที่สำคัญยิ่งของพระพุทธศาสนา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2563 เวลา 09.09 น หลวงปู่เจ้าคุณพระสิวรคุณ ( สุพจน์ ถิราจาโร ) เจ้าอาวาสวัดป่าเขื่อนจุฬาภรณ์ ตำบลทุ่งลุยลาย อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ กล่าวไว้ว่า การสร้างบารมีในพระพุทธศาสนามี 3 ขั้นตอน คือ การให้ทาน การรักษาศีล การเจริญภาวนา นิยมเรียกกันว่าทาน ศีล ภาวนา การให้ทานหรือทำทานนั้นเป็นการสร้างบุญที่ได้บุญน้อยที่สุด ไม่ว่าจะทำมากอย่างไร ก็ไม่มีทางมากกว่าการไปถือศีลไม่ได้ การถือศีลนั้นแม้นจะมากอย่างไร ก็ไม่มีทางที่จะได้บุญมากเกินไปกว่าการเจริญภาวนา ฉะนั้น การเจริญภาวนานั้น เป็นการสร้างบารมีที่สูงที่สุด ได้มากที่สุด ทุกวันนี้เรารู้จักแต่การให้อย่างเดียว เช่น ทำบุญตักบาตร ทอดกฐินผ้าป่าสละทรัพย์สร้างโบสถ์วิหาร ศาลาการเปรียญ ส่วนการถือศีลแม้นจะได้บุญมากกว่าการทำทานก็ยังมีการทำกันเป็นส่วนน้อย เพื่อความเข้าใจอันดีอาตมาจึงขอชี้แจง การสร้างบุญบารมีอย่างไรจึงจะเป็นการลงทุนน้อยที่สุดแต่ว่าได้บุญบารมีมากที่สุด

ดังนั้นอาตมาจะกล่าวย่อๆ 1. การทำทาน ได้แก่การสละทรัพย์สิ่งของสมบัติของตนที่มีอยู่ ให้แก่ผู้อื่นโดยมุ่งหวังจะจุนเจือให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์และความสุขด้วยเมตตาจิตของตน
2. การรักษาศีล ศีลนั้นแปลว่าปกติ คือสิ่งหรือกติกาที่บุคคลจะต้องระวังรักษาตามเพศฐานะ ศีลนั้นมีหลายระดับคือ ศีล5 ศีล 8 ศีล 10 และศีล 227 และในบรรดาศีลชนิดเดียวก็ยังจัดแยกออกเป็นระดับธรรมดา มัชฌิมศีล คือศีลระดับกลาง และอธิศีล ศีลอย่างสูงหรืออย่างอุกฤษฏ์ เป็นต้น.
3. การภาวนา คือ การภาวนานั้นเป็นการสร้างบุญบารมีที่สูงที่สุด และยิ่งใหญ่ที่สุดในพระพุทธศาสนาจัดว่าเป็นแก่นแท้และสูงกว่าฝ่ายศีลมากนัก การเจริญภาวนานั้นมี 2 อย่างคือสมถภาวนา ( การทำสมาธิ ) วิปัสสนาภาวนา (การเจริญปัญญา )นั้นเอง

เมื่อความจริงก็เห็นๆกันอยู่เช่นนี้แล้ว เหตุใดเราท่านทั้งหลาย จึงต้องพากันดิ้นรนขวนขวายสะสมสิ่งที่ในที่สุดก็จะต้องทิ้งจะต้องจากไป ซึ่งก็เท่ากับเป็นการทำลายวันเวลาอันมีค่าของพวกเราซึ่งก็คงมีไม่เกินคนละ 100 ปี ให้ต้องโมฆะเสียเปล่าไปโดยหาสาระประโยชน์อันใดไม่ได้ เหตุใดไม่เร่งขวนขวายสร้างสม บุญบารมีที่เป็นอริยทรัพย์อันประเสริฐซึ่งจะติดตามตัวไปได้ในชาติหน้า แม้หากสิ่งเหล่านี้จะไม่มีจริงดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ อย่างเลวพวกเราก็เพียงเสมอตัวมิได้ขาดทุนแต่อย่างใด หากสิ่งที่พระพุทธองค์ตรัสไว้มีจริงดังที่ปราชญ์ในอดีตกาลยอมรับ แล้วเราท่านทั้งหลายไม่สร้างสมบุญและความดีไว้สร้างสมแต่ความชั่วและบาปกรรมติดตัวไป เราท่านทั้งหลายไม่ขาดทุนหรือ เวลาในชีวิตของเราที่ควรจะได้ใช้ให้เป็นประโยชน์กลับต้องมาโมฆะเสียเปล่า ก็สมควรที่ได้ชื่อว่าเป็น โมฆะบุรุษ โดยแท้ นิพพานัง ปะระมัง สุขัง ขอเจริญพร

เอนก ธรรมใจ

รายงาน

แชร์ไปยัง
Loading Facebook Comments ...

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *