สกู๊ปพิเศษ “กัญชา” คือความหวังของกลุ่มเกษตรกรชาวเชียงราย

สกู๊ปพิเศษ กัญชา คือความหวังของกลุ่มเกษตรกรชาวเชียงราย

คนไทยมีพื้นฐานของชีวิต และวัฒนธรรมผูกพันอยู่กับธรรมชาติมีการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่เหมาะสม โดยอาศัยองค์ความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์จริงที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุคน ทั้งประเพณีความเชื่อ พิธีกรรมทางศาสนา ส่งผลให้เกิดภูมิปัญญาท้องถิ่นที่หลากหลายในแง่มุมต่างๆ เกิดวัฒนธรรมที่งดงามโดยเฉพาะรูปแบบการรักษา การใช้สมุนไพรเป็นอาหารและยา ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่ง ที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคเขตร้อน อันเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นแหล่งผลิตอาหารและยาที่สำคัญของโลก เมื่อประมาณ 50 ปีที่ผ่านมาประเทศไทย

อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ประชาชนที่ดำรงชีพอยู่ มีการสั่งสมภูมิความรู้และแบบแผนวิถีการดำเนินชีวิตที่หลากหลาย อันเป็นผลจากการสัมผัส สัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด และเอื้อหนุนเกื้อกูลกัน ระหว่างมนุษย์กับสภาพแวดล้อม ดังที่ปรากฏให้เห็นในวิถีชีวิตของงชนชาติกลุ่มต่างๆ อาศัยอยู่ในที่เหมาะสมในการตั้งถิ่นฐานสะท้อนผ่านวิถีชีวิตภูมิปัญญา ประเพณีวัฒนธรรมความเชื่อที่สอดคล้อง กัญชา เป็นพืชยาสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญทางการแพทย์ ในระดับโลกมีคุณสมบัติในการรักษาได้สูง จึงได้รับความนิยมจากวงการแพทย์และผู้ใช้ยาเพื่อสันทนาการ แต่ก็ต้องมั่นใจว่ากัญชาที่ใช้นั้นไม่มีสารพิษเคมีตกค้างอย่างแท้จริง อย่างเช่น สงครามกัญชาในสหรัฐอเมริกา เมื่อปี คศ.2016 ผู้คนล้มตายเป็นแสน เนื่องจากกัญชาที่พวกเขาใช้ มีสารกำจัดศัตรูพืชและเคมีในการเกษตรปนเปื้อนมากถึง 22 ชนิด

กัญชา เป็นพืชยาสมุนไพรตัวใหม่มีสรรพคุณอย่างมหาสาร แต่กลุ่มเกษตรกรส่วนมากยังไม่มีองค์ความรู้ในด้านการใช้กัญชารักษาโรคและการเพาะปลูกเท่าที่ควร และที่สำคัญการใช้กัญชาก็ต้องถูกตามกฎหมายด้วย ด้วยเหตุนี้นายณัฏฐภัทร วาณิชาอภินันท์ ประธานสภากัญชาจังหวัดเชียงราย จึงให้มีการจัดสัมมนาเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และสร้างความเข้าใจในการใช้กัญชาให้แก่กลุ่มเกษตรกรและผู้สนใจ รวมไปถึงการเพาะปลูกอย่างถูกกฎหมาย โดยจัดทีมวิทยากรชั้นนำที่มีประสบการณ์ มาบรรยาย ณ ห้องพิมรุ้ง โรงแรมพิมานอินน์ อ.เมือง จ.เชียงราย วันอาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม 2562 เวลา 13.00 น.เป็นต้นไป ตามวันเวลาดังกล่าว ในการจัดสัมมนาฯในครั้งนี้มีผู้สนใจหลั่งไหลจากทั่วจังหวัดเชียงราย แห่เข้าไปฟังการบรรยาย ปรากฏว่าห้องสัมมนาฯคับแคบ ที่นั่งไม่เพียงพอ และยืนเบียดกันอย่างแออัด ผู้เข้าร่วมจึงแย้งอากาศหายใจ ทั้งๆที่ผู้จัดพยายามเพิ่มห้องสัมมนาให้แล้วก็ตาม ส่งผลให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาฯอีกจำนวนหนึ่งไม่สามารถเข้าไปฟังการบรรยายได้ ต้องหนีกลับบ้านในเวลาต่อมา จากการสอบถามผู้เข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้ หลายๆท่านให้ความเห็นในการบรรยายว่า เนื้อหามีสองด้านหลักๆคือ ด้านประวัติของกัญชา และด้านการเตรียมเพาะปลูกกัญชาเท่านั้น ซึ่งยังขาดเนื้อหาทางด้านกฎหมายที่จะนำไปสู่และการปฏิบัติจริง แนวทางเพื่อพัฒนาท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมก็ยังไม่เห็นแนวทาง สิ่งสำคัญในการสัมมนาฯสังเกตเห็นได้ว่าเจ้าหน้าที่ผู้จัดให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาลงทะเบียนแล้วได้เรียกเก็บเงินจากผู้เข้าร่วมท่านละ 200 บาท ค่าจัดเอกสารประกอบการสัมมนาอีกชุดละ 5 บาท รวมทั้งสิ้น 205 บาทต่อหัว เจ้าหน้าที่ผู้จัดอ้างว่าเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสัมมนาในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่กล่าวตอบ ท่านผู้เข้าร่วมก็แยกย้ายกันไปด้วยความสงสัย ในเวลาถัดมา การสัมมนาจึงไม่เกิดผลใดๆ กลุ่มเกษตรกรควรทำอย่างไรจึงจะหวนกลับมาฟื้นฟูธรรมชาติ พืชเศรษฐกิจยาสมุนไพร สิ่งแวดล้อมใกล้ๆตัวให้ปลอดภัยและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เราร่วมมือกัน สร้างสรรค์ปัญญา นำมาพัฒนาท้องถิ่น สู่อาชีพทางเลือกได้อย่างยั่งยืน เราจะไม่ทิ้ง “กัญ” ปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม

ขอขอบคุณเครดิตภาพข่าว 
นายอาพี สะโง้/ ศูนย์ข่าวจังหวัดเชียงราย/รายงาน