ปัญหาการเมืองกำลังเดินเข้าสู่ทางตัน จากการเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชนใดๆ ของผู้สมัคร สส.อย่างน้อย 7 พรรคการเมือง

ปัญหาการเมืองกำลังเดินเข้าสู่ทางตัน จากการเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชนใดๆ ของผู้สมัคร สส.อย่างน้อย 7 พรรคการเมือง

 

ดร.ก้องภพ วังสุนทร นักวิชาการอิสระ ปัญหาใหญ่ของการเมืองขณะนี้ กำลังเดินไปสู่ทางตัน เพราะอย่างน้อย 7 พรรคการเมือง ที่มีคนไปยื่นร้องเรียนกับ กกต. กรณีความผิดของผู้สมัคร สส. “ที่เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ” ประกอบด้วย พรรคอนาคตใหม่ เพื่อไทย เพื่อชาติ เสรีรวมไทย ประชาชาติ พลังปวงชนไทย และพรรคพลังประชารัฐ แล้วจะทำให้เกิดปัญหาใหญ่ถึงขั้นเป็นทางตันทางการเมืองอย่างไร ผู้เขียนขอนำข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาอ้างอิงและเชื่อมต่อกันเป็นระบบ ดังนี้ ข้อ 1) รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 98 (3) และ พรป.การเลือก ส.ส. มาตรา 42 (3) บัญญัติว่า “บุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง สส. คือ เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ” ข้อ 2) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคสาม บัญญัติว่า “การโอนหุ้นให้แก่กันจะนำมาใช้แก่บุคคลภายนอกไม่ได้ จนกว่าจะได้จดแจ้งการโอนทั้งชื่อและสำนักของผู้รับโอนนั้นต่อนายทะเบียนผู้ถือหุ้น ตามแบบ บอจ.๕ จึงจะสามารถใช้กับบุคคลภายนอกได้” และศาลฎีกามีคำวินิจฉัยในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5873/2543 ว่า “การโอนหุ้นจะใช้ยันบุคคลภายนอกไม่ได้จนกว่าจะได้จดแจ้งการโอนทั้งชื่อและสำนักของผู้รับโอนลงในทะเบียนผู้ถือหุ้น ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1129 วรรคสาม เมื่อโจทก์ขายหุ้นแล้วมิได้จดแจ้งการโอนต่อนายทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทฯในทะเบียนผู้ถือหุ้นจึงยังคงปรากฎชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นอยู่ โจทก์จึงไม่อาจอ้างเหตุว่าได้มีการโอนหุ้นไปแล้วเพื่อใช้ยันจำเลย คือ กรมสรรพากรซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ โจทก์จึงต้องนำเงินปันผลจากหุ้นของบริษัทฯมาคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้”
สรุปประเด็นนี้ “ใครเป็นเจ้าของหรือถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ จะลงสมัคร สส.ไม่ได้ (ตามข้อ 1) และการโอนหุ้นส่วนให้กับคนอื่น จะมีผลนำมาบังคับใช้กับบุคคลภายนอกได้ ก็ต่อเมื่อได้ไปยื่นจดทะเบียนกับนายทะเบียนผู้ถือหุ้นเรียบร้อยแล้วเท่านั้น (ตามข้อ 2)” ข้อ 3) พรป.เลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 54 วรรคสอง ได้บัญญัติว่า “หากผู้สมัครรู้อยู่แล้วว่าตนเป็นผู้ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง แล้วปกปิดหรือไม่แจ้งข้อเท็จจริงนั้น ให้ถือว่าการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม” ถ้าผู้ใดมีความผิดตาม ข้อ 3) มีบทกำหนดโทษ คือ พรป.การเลือกตั้ง สส. มาตรา 151 มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี ส่วนประเด็นที่มีข้อถกเถียงกันกรณี จะเอาผิดกับผู้สมัคร สส. หลังจากลงคะแนนเลือกตั้งแล้วไม่ได้นั้น ตาม พรป.เลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 132 วรรคแรกได้บัญญัติว่า “ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง หาก กกต.สืบสวนหรือไต่สวนแล้วเห็นว่า มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้สมัครผู้ใดกระทำการอันเป็นเหตุให้การเลือกตั้งนั้น มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม (หมายถึงปกปิดหรือไม่แจ้งข้อเท็จจริงเรื่องคุณลักษณะต้องห้ามตาม รธน.มาตรา 98 และ พรป.เลือกตั้ง สส.มาตรา 42) ให้ กกต.ระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครนั้นไว้ชั่วคราวไม่เกิน 1 ปี และให้สั่งยกเลิกการเลือกตั้ง และวรรคสามบัญญัติว่า “หากเป็นการกระทำของหัวหน้าพรรคหรือคณะกรรมการบริหารพรรค ให้ กกต.เสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคการเมืองนั้น และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคนั้นด้วย และอาจจะถูกดำเนินคดีอาญาตามวรรคห้า อีกด้วยสรุปประเด็นนี้ ตอนนี้ กกต.ยังไม่ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส. ซึ่ง กกต.จะประกาศรับรอง สส.ในวันที่ 9 พ.ค. 2562 จึงสามารถเอาผิด ได้ตาม พรป.เลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 132 วรรคหนึ่ง วรรคสาม และวรรคห้า ได้ สรุปประเด็นความผิดทั้งหมด 1) ผู้สมัคร สส.มีความผิดตาม พรป.การเลือกตั้ง สส. มาตรา 151 มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี 2) หัวหน้าพรรคเซ็นรับรองผู้สมัครรายดังกล่าว ส่งผลให้กกต.เสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคการเมืองนั้น และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคนั้นด้วย และอาจจะถูกดำเนินคดีอาญาตามวรรคห้า 3) จะทำให้ 7 พรรค ดังกล่าวข้างต้น ถูกยุบพรรค หัวหน้าและกรรมการบริหารพรรค ถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และอาจจะติดคุก ด้วย

ทีมข่าวการเมือง/รายงาน